วันนี้ได้มีโอกาสทบทวนความรู้นักเรียนแพทย์เกี่ยวกับเรื่องการทำเด็กหลอดแก้ว ระหว่างที่นักเรียนตอบอยู่ไปถึงจุดที่จะนำตัวอ่อนไปใส่กลับในโพรงมดลูก ก็ได้ยินคำว่าฝังตัวอ่อน เอ เหมือนกับที่คนไข้บอกเลยนะว่าไปฝังตัวอ่อนมา 3 ลูก ก็เลยต้องขอยุติการตอบ เพื่อชี้แจงซะว่าใช้คำไม่ถูก เพราะจริงๆแล้วเวลาที่ใส่ตัวอ่อนกลับเข้าโพรงมดลูก จะเอาไปหยอดหรือไปวางในจุดที่เหมาะสม สมัยใหม่นี่ก็ใช้อุลตร้าซาวน์ 2-3 มิติ เพื่อหาตำแหน่งดีๆ ไม่ตื้นหรือลึกเกินไป ที่จะวางตัวอ่อน พอวางแล้วก็เป็นอันเสร็จ ตัวอ่อนก็จะมีการเจริญเติบโตต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนเมื่ออายุได้ 6-7 วัน(นับจากวันเก็บไข่) ตัวอ่อนก็จะพร้อมสำหรับกระบวนการฝังตัว แต่การฝังตัวนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนจากตัวอ่อนโดยลำพัง แม่ก็มีส่วนร่วมที่สำคัญที่จะทำให้การฝัวตัวเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆตัวอ่อน เช่น เยื่อบุโพรงมดลูก ตัวมดลูก ก็ต้องมีการเตรียมการสร้างบ้านใหม่สำหรับลูกที่ต้องมาอาศัยอยู่อีก 9 เดือน
การฝังตัวจะเกิดขึ้นเมื่อตัวอ่อนมีอายุได้ประมาณ 7 วัน เปลือกที่หุ้มตัวอ่อนเอาไว้จะต้องมีการแตกออก ตัวอ่อนจึงจะสามารถแทรกตัวผ่านเยื่อบุโพรงมดลูก ผ่านเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกลงไป จนถึงรอยต่อระหว่างกล้ามเนื้อมดลูกกับเยื่อบุโพรงมดลูก บริเวณนี้โครงสร้างจะมีความแข็งแรง มั่นคง ประกอบกับมีเส้นเลือดจำนวนมาก ซึ่งจะทำหน้าที่ให้อาหารกับลูกในระยะแรกที่ยังไม่มีการสร้างรก และเมื่อมีการสร้างรกสมบูรณ์ดีแล้ว เส้นเลือดเหล่านี้เองที่จะเป็นตัวส่งผ่านของเลือดแม่ไปสู่รกของลูก อ๊อกซิเจน อาหาร น้้ำจากแม่จะส่งผ่านไปยังลูก ขณะเดียวกันสารพัดของเสียก็จะนำกลับไปทิ่งทางเส้นเลือดกลุ่มนี้เช่นกัน
ในอดีตเคยมีความพยายามที่จะฝังตัวอ่อนเหมือนกัน แต่การทดลองนั้นล้มเหลว เพราะกระบวนการฝังตัวอ่อนนี้มีความซับซ้อนมาก มีการปฏิสัมพันธ์กันในเซลล์ทั้งของลูกและแม่ที่มาสัมผัสกัน มีการสื่อสารกันตลอดเวลา แม่จะส่งสัญญาณบางส่วนมาเพื่อกระตุ้นให้เซลล์ของลูกมีการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันลูกก็ส่งสัญญาณกลับไปถึงเซลล์ของแม่ที่อยู่โดยรอบเพื่อชักนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของลูกและไม่ทำลายลูก ลูกจึงต้องมีการป้องกันตัวเองเพื่อไม่ให้แม่เข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม เพราะบางส่วนของตัวลูกที่ได้มาจากพ่อเป็นเสมือนสิ่งแปลกปลอมต่อตัวแม่ ความผิดปกติในระยะฝังตัวนี้ถ้ารุนแรงมากก็มักทำให้เกิดการแท้ง หรือ การเกาะของรกที่ตื้นเกินไป ซึ่งก็เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น ครรภ์เป็นพิษ เด็กโตช้า หรือ เสียชีวิต การคลอดก่อนกำหนด
ดังนั้นไม่ว่าตัวอ่อนจะมีอายุกี่วันก็ตาม หรือจะอยู่ในระยะ 4 เซลล์ 8 เซลล์ แม้กระทั่งบลาสโตซิสค์ มนุษย์ก็ยังไม่สามารถฝังตัวอ่อนพวกนี้ได้ สิ่งที่จะทำได้ก็เพียงแต่จัดเตรียมการทุกอย่างให้สมบูรณ์ที่สุด เช่นเลี้ยงตัวอ่อนให้ดี คัดเลือกตัวอ่อนที่สมบูรณ์ จัดเตรียมผนังมดลูกและระดับฮอร์โมนให้พอเหมาะ จากนั้นก็พาตัวอ่อนไปหยอดให้ถูกที่ การช่วยเหลือโดยวิทยาศาสตร์ก็จบลงตรงนี้ ส่วนที่เหลือก็ต้องปล่อยให้เป็นธุระระหว่างแม่กับลูกเค้าจะจัดการกันเอง
รายละเอียดบางส่วนลองอ่านเพิ่มเติมจากงานวิจัยที่ผมได้รายงานเมื่อตอนไปทำงานที่อเมริกาhttp://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/11750740

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น