วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ฝังตัวอ่อน

วันนี้ได้มีโอกาสทบทวนความรู้นักเรียนแพทย์เกี่ยวกับเรื่องการทำเด็กหลอดแก้ว ระหว่างที่นักเรียนตอบอยู่ไปถึงจุดที่จะนำตัวอ่อนไปใส่กลับในโพรงมดลูก ก็ได้ยินคำว่าฝังตัวอ่อน เอ เหมือนกับที่คนไข้บอกเลยนะว่าไปฝังตัวอ่อนมา 3 ลูก ก็เลยต้องขอยุติการตอบ เพื่อชี้แจงซะว่าใช้คำไม่ถูก เพราะจริงๆแล้วเวลาที่ใส่ตัวอ่อนกลับเข้าโพรงมดลูก จะเอาไปหยอดหรือไปวางในจุดที่เหมาะสม สมัยใหม่นี่ก็ใช้อุลตร้าซาวน์ 2-3 มิติ เพื่อหาตำแหน่งดีๆ ไม่ตื้นหรือลึกเกินไป ที่จะวางตัวอ่อน พอวางแล้วก็เป็นอันเสร็จ ตัวอ่อนก็จะมีการเจริญเติบโตต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนเมื่ออายุได้ 6-7 วัน(นับจากวันเก็บไข่) ตัวอ่อนก็จะพร้อมสำหรับกระบวนการฝังตัว แต่การฝังตัวนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนจากตัวอ่อนโดยลำพัง แม่ก็มีส่วนร่วมที่สำคัญที่จะทำให้การฝัวตัวเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆตัวอ่อน เช่น เยื่อบุโพรงมดลูก ตัวมดลูก ก็ต้องมีการเตรียมการสร้างบ้านใหม่สำหรับลูกที่ต้องมาอาศัยอยู่อีก 9 เดือน

การฝังตัวจะเกิดขึ้นเมื่อตัวอ่อนมีอายุได้ประมาณ 7 วัน เปลือกที่หุ้มตัวอ่อนเอาไว้จะต้องมีการแตกออก ตัวอ่อนจึงจะสามารถแทรกตัวผ่านเยื่อบุโพรงมดลูก ผ่านเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกลงไป จนถึงรอยต่อระหว่างกล้ามเนื้อมดลูกกับเยื่อบุโพรงมดลูก บริเวณนี้โครงสร้างจะมีความแข็งแรง มั่นคง ประกอบกับมีเส้นเลือดจำนวนมาก ซึ่งจะทำหน้าที่ให้อาหารกับลูกในระยะแรกที่ยังไม่มีการสร้างรก และเมื่อมีการสร้างรกสมบูรณ์ดีแล้ว เส้นเลือดเหล่านี้เองที่จะเป็นตัวส่งผ่านของเลือดแม่ไปสู่รกของลูก อ๊อกซิเจน อาหาร น้้ำจากแม่จะส่งผ่านไปยังลูก ขณะเดียวกันสารพัดของเสียก็จะนำกลับไปทิ่งทางเส้นเลือดกลุ่มนี้เช่นกัน

ในอดีตเคยมีความพยายามที่จะฝังตัวอ่อนเหมือนกัน แต่การทดลองนั้นล้มเหลว เพราะกระบวนการฝังตัวอ่อนนี้มีความซับซ้อนมาก มีการปฏิสัมพันธ์กันในเซลล์ทั้งของลูกและแม่ที่มาสัมผัสกัน มีการสื่อสารกันตลอดเวลา แม่จะส่งสัญญาณบางส่วนมาเพื่อกระตุ้นให้เซลล์ของลูกมีการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันลูกก็ส่งสัญญาณกลับไปถึงเซลล์ของแม่ที่อยู่โดยรอบเพื่อชักนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของลูกและไม่ทำลายลูก ลูกจึงต้องมีการป้องกันตัวเองเพื่อไม่ให้แม่เข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม เพราะบางส่วนของตัวลูกที่ได้มาจากพ่อเป็นเสมือนสิ่งแปลกปลอมต่อตัวแม่   ความผิดปกติในระยะฝังตัวนี้ถ้ารุนแรงมากก็มักทำให้เกิดการแท้ง หรือ การเกาะของรกที่ตื้นเกินไป ซึ่งก็เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น ครรภ์เป็นพิษ เด็กโตช้า หรือ เสียชีวิต การคลอดก่อนกำหนด

ดังนั้นไม่ว่าตัวอ่อนจะมีอายุกี่วันก็ตาม หรือจะอยู่ในระยะ 4 เซลล์ 8 เซลล์ แม้กระทั่งบลาสโตซิสค์ มนุษย์ก็ยังไม่สามารถฝังตัวอ่อนพวกนี้ได้ สิ่งที่จะทำได้ก็เพียงแต่จัดเตรียมการทุกอย่างให้สมบูรณ์ที่สุด เช่นเลี้ยงตัวอ่อนให้ดี คัดเลือกตัวอ่อนที่สมบูรณ์ จัดเตรียมผนังมดลูกและระดับฮอร์โมนให้พอเหมาะ จากนั้นก็พาตัวอ่อนไปหยอดให้ถูกที่ การช่วยเหลือโดยวิทยาศาสตร์ก็จบลงตรงนี้ ส่วนที่เหลือก็ต้องปล่อยให้เป็นธุระระหว่างแม่กับลูกเค้าจะจัดการกันเอง

รายละเอียดบางส่วนลองอ่านเพิ่มเติมจากงานวิจัยที่ผมได้รายงานเมื่อตอนไปทำงานที่อเมริกาhttp://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/11750740

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ผู้นำที่ทำให้องค์กรด้อยพัฒนา

ผู้นำที่ทำให้องค์กรด้อยพัฒนา

โดย : ดร.บวร ปภัสราทร http://bit.ly/mM8vxa

ความสำเร็จของทุกองค์กรเกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้คนในองค์กรนั้น ถ้ามีคนเก่งเยอะ โอกาสจะเกิดความสำเร็จก็มีมากแต่ คนเก่งอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องมีผู้นำที่เก่งด้วย ความสำเร็จจึงจะมีขึ้นให้เห็นอย่างทันตาทันใจ น้อยนักที่จะได้เห็นว่ามีองค์กรใดที่สามารถสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น ภายใต้ผู้นำที่ไร้ฝีมือ แต่ที่ได้เห็นกันบ่อยมากกว่า คือ มีคนเก่งอยู่เต็มไปหมดแต่ได้ผู้นำที่ย่ำแย่ ถ้าการได้มาซึ่งตัวผู้นำมีการคัดกรองกันเป็นอย่างดี เก่งไม่จริงไม่ได้เป็นผู้นำ ผู้นำที่ได้จึงไม่ใช่แค่เก่งบริหาร เก่งการจัดการ แต่ยังชนะใจผู้คนในองค์กรจนสามารถชักชวนให้ผู้คนทุ่มเททำงานขับเคลื่อน องค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ ผู้นำที่ดีจริงสามารถทำให้ผู้คนเชื่อมั่นในอนาคตขององค์กรได้ แต่บังเอิญว่าการได้ตัวผู้นำในหลายองค์กร โดยเฉพาะในบ้านเมืองที่ด้อยพัฒนานั้น มักมีกลไกในการคัดเลือกตัวผู้นำที่ด้อยพัฒนาตามไปด้วย
 
ผู้นำในบ้านเมืองที่ด้อยพัฒนาหลายคนจึงอ่อนด้อยความสามารถในการเป็นผู้นำ ไม่มากก็น้อย ก็เลยยิ่งทำให้องค์กรนั้นด้อยการพัฒนามากขึ้นไปอีก แต่ถ้าคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรที่จะแก้ไข เพียงแค่ทำให้รู้จักเลือกคนเก่งมาเป็นผู้นำให้ได้ก็หมดเรื่อง  การปรับเปลี่ยนให้กลไกการแต่ความจริงที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการปรับเปลี่ยนนี้ คือ มีการเล่นพรรคเล่นพวกอย่างมากในองค์กรด้อยพัฒนา คิดกันอยู่แต่ว่ามีเฉพาะพรรคพวกของฉันเท่านั้นที่ควรจะได้เป็นผู้นำคัดเลือกผู้นำให้มีความก้าวหน้าสอดคล้องกับระดับ การพัฒนาขององค์กร จึงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ องค์กรใดโชคดีปรับเปลี่ยนได้ก็ก้าวไกลไปเป็นองค์กรที่พัฒนาแล้ว องค์กรที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ก็จะยังวนเวียนอยู่กับวิธีการทำงานที่แสนจะด้อย พัฒนาต่อไปโดยที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ตัว
 
ถ้าอยากทราบว่าผู้นำสามารถทำให้องค์กรของเราก้าววนอยู่กับการด้อยพัฒนา ได้อย่างไร ท่านว่าให้ลองดูจากพฤติกรรมของตัวผู้นำว่ามีอาการที่จะบอกกล่าวต่อไปนี้บ้าง หรือไม่ ถ้ามีพฤติกรรมเหล่านี้ให้หาหนทางปรับเปลี่ยนกลไกการจัดหาผู้นำได้แล้ว ไม่เช่นนั้น ก็คงจมอยู่กับการด้อยพัฒนาอีกนานเท่านาน

1. อาการแรกที่เห็นได้ชัดเจน คือ ผู้นำมักแสดงท่าทีว่าตนเองเก่งกาจกว่าผู้คนในองค์กรนั้นไปแทบทุกเรื่อง  

ผู้นำแทนที่จะใส่ใจในเรื่องยุทธศาสตร์และนโยบายกลับให้ความสนใจลงไปในราย ละเอียดในทุกระดับของการปฏิบัติงาน ทั้งๆ ที่ไม่ได้เก่งกาจอะไรในเรื่องนั้นแม้แต่นิดเดียว พร้อมๆ กับที่พยายามสร้างภาพให้ผู้คนในองค์กรนั้นหลงเชื่อว่าผู้นำเป็นผู้ที่มีคำ ตอบในทุกเรื่อง จนกระทั่งผู้คนไม่คิดไม่อ่านอะไรกันแล้ว รอท่านผู้นำคิดให้แต่อย่างเดียว การพัฒนาขององค์กรจึงผูกติดอยู่กับความสามารถของตัวผู้นำ แต่ในปัจจุบันคงยากนักที่จะได้เห็นใครที่เก่งไปหมดทุกเรื่อง ทำให้ต้องช่วยกันคิด ต้องช่วยกันตัดสินใจจึงจะสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นมาได้ แต่ถ้าทำให้ทุกคนเชื่อว่าคนคิดได้คิดเป็นมีแค่ตัวผู้นำเท่านั้น ความสำเร็จเลยเกิดขึ้นได้ยากหน่อย แถมท้ายด้วยการทำให้เกิดการทำงานแบบกินแรงขึ้นในหมู่พนักงานในองค์กร หมายถึงว่าทุกคนคิดไปกันเองว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ผู้นำคงได้คิดตัดสินใจให้ คนนั้นคนนี้ไปทำแล้ว ตัวฉันอยู่เฉยๆ ก็ไม่ทำให้องค์กรย่ำแย่ลงแต่อย่างใด สุดท้ายกลายเป็นคนดูเยอะ คนทำน้อยหรือไม่ก็กลายเป็นคนเก่งคอยดูคนไม่รู้เรื่องทำงาน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วองค์กรย่อมจมติดอยู่กับการด้อยพัฒนา ยากที่จะหลุดไปได้ ผู้นำที่ทำให้องค์กรด้อยพัฒนาชอบแสดงอำนาจเท่าๆ กับที่ชอบผูกขาดการตัดสินใจ การแสดงอำนาจปรากฏขึ้นในหลากหลายรูปแบบทั้งทางตรงและทางอ้อม ในทางตรงที่เห็นชัดเจนที่สุดคือการเลือกปฏิบัติในเรื่องต่างๆ ผู้นำสามารถยกเว้นกฎกติกาหลายอย่างขององค์กรจนกลายเป็นเรื่องปกติ ผู้คนแม้ได้เห็นการเลือกปฏิบัติก็ไม่มีใครทุกข์ร้อนอะไร เพราะผู้นำได้สร้างความเชื่อไว้ว่าผู้นำต้องมีสิทธิพิเศษเสมอ ทางอ้อม ก็คือ การชักชวนให้ทำตามที่ตนเองบอกกล่าว แม้จะไม่บังคับเคี่ยวเข็ญกันตรงๆ แต่ถ้าหากใครไม่ทำตามที่แนะนำ คนนั้นก็ไร้ความเจริญก้าวหน้าในองค์กรนั้น
 
ที่น่าแปลกใจอีกอย่างหนึ่ง คือ การที่ผู้นำมักรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของตนจะดูลดความสำคัญลงในทันทีที่ยอมให้มี การแสดงความคิดความเห็นอย่างกว้างขวาง ยิ่งมากผู้คนยิ่งมากความคิดความเห็นปรากฏขึ้นมาเมื่อใด เมื่อนั้นผู้นำจะรู้สึกว่าตนเองหมดความน่าเชื่อถือลงไปเลย แตกต่างจากผู้นำที่สามารถทำให้องค์กรพัฒนาก้าวหน้าได้นั้นจะให้ความสำคัญ อย่างยิ่งยวดกับความคิดความเห็นของผู้คน เพราะเป็นกลไกหนึ่งในการวัดผลว่าที่ได้นำทางมานั้นมีผู้คนเดินร่วมทางมามาก น้อยเพียงใด และมีทิศทางใดบ้างที่สมควรต้องมีการปรับเปลี่ยน การมีส่วนร่วมเสนอความคิดความเห็นแม้ในเรื่องเล็กเรื่องน้อย จึงเป็นสิ่งที่ผู้นำที่ทำให้องค์กรด้อยพัฒนาหลีกเลี่ยงอย่างถึงที่สุด ชอบบอกให้พนักงานฟัง แต่ไม่ชอบฟังที่พนักงานบอก ผู้นำด้อยพัฒนาจึงมักมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพราะไม่ค่อยได้ ฟังใคร
 
2. ผู้นำที่ทำให้องค์กรด้อยพัฒนามักชอบที่จะให้มีลำดับขั้นในการบริหารงานที่ซับซ้อน 
เพราะช่วยลดการมีส่วนร่วมของผู้คนลงได้มาก ใครจะทำอะไรใหม่ก็ให้ถามหัวหน้าในระดับของตนก่อนแล้วค่อยๆ เสนอผ่านมาตามลำดับชั้นจนถึงผู้นำ ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่ากลไกนี้ช่วยลดทอนความคิดเห็นที่แตกต่างจากที่มีอยู่ เดิมได้เป็นอย่างดี เพราะผู้บริหารในแต่ละระดับกลายเป็นองครักษ์พิทักษ์ความคิดเดิมทำหน้าที่ คอยกลั่นกรองความคิดใหม่ๆ ที่ขัดแย้งไปหมด ผู้นำจึงสบายใจที่ได้ฟังแต่เรื่องที่เหมือนกับความคิดความเห็นของตน ซึ่งยิ่งทำให้เชื่อมั่นว่าที่คิดนั้นดีเลิศจนทุกคนเห็นสอดคล้องตามกันไปหมด การมีการบริหารหลายระดับชั้นยังช่วยเตือนความจำของพนักงานว่าผู้นำเป็นผู้ คิด ผู้นำเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะทุกครั้งที่จะทำอะไรก็ต้องถามใครสักคนหนึ่งที่มีตำแหน่งสูงกว่าให้ บอกว่าทำได้หรือไม่ได้ ถูกหรือไม่ถูก พนักงานที่ดีจึงแค่รู้ทำตามและรู้จักถามให้ถูกคนก็พอแล้ว
 
คนมีฝีมือมากมายหลายคนที่กลายเป็นผู้นำที่ทำให้องค์กรของตนจมอยู่กับการ ด้อยพัฒนา ผู้นำที่สร้างพัฒนาการให้กับองค์กรได้นั้นไม่ใช่แค่เป็นคนเก่ง แต่ต้องเป็นคนที่รู้ว่าเมื่อใดจะเสียสละอำนาจบารมีของตน เพื่อแลกกับการเปิดโอกาสให้ผู้คนได้ร่วมคิดร่วมทำให้เกิดเป็นการพัฒนาที่ ยั่งยืนต่อไปได้

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สัมผัสฟ้า...ซับน้ำตา คือ ปรัชญาการวิจัย




ข้อความข้างต้นเป็นคำของปราชญ์ท่านหนึ่งของไทยทางด้านสังคม ซึ่งผู้เขียนรับฟังจากเพื่อนรุ่นน้อง ซึ่งเป็นอาจารย์คณะสถาปัตย์จุฬาฯ
น่า จะอธิบายจุดมุ่งหมายของการวิจัย รวมทั้งทิศทางได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุด สัมผัสฟ้า หมายถึง งานที่วิจัยได้นั้นมีความสุดยอดสูงส่ง ทะลุสู่วงการของโลก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม การแพทย์ สังคม เป็นต้น เป็นที่ยอมรับกันกว้างขวาง ซึ่งอาจเป็นความรู้ใหม่ ซึ่งแม้นำเอาไปใช้ยังไม่ได้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นหรือจุดหักเหจากความรู้ ความเชื่อเดิมและน่าจะเกิดกลไกกระบวนการที่นำไปสู่การใช้ได้จริง มีประโยชน์ได้จริงในที่สุด ซับน้ำตา ความหมายหมายถึง งานที่ได้อาจไม่หวือหวาทะลุฟ้า แต่นำมาตอบโจทย์ แก้ปัญหาในท้องถิ่น แม้แต่จะเป็นแค่หมู่บ้านครัวเรือน แต่นำมาสู่การกินดีอยู่ดี มีความปลอดภัย หรือแม้แต่มีการปรองดอง สมานฉันท์เกิดขึ้น ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องทำให้คนทั่วโลกตื่นเต้น เพียงทำให้อยู่ดีมีสุขในท้องถิ่น ผ่อนภาระที่หนักหนา น้ำตาตกอยู่ได้ก็เกินพอแล้ว
 
เดือนที่แล้ว (เม.ย. 2554) ผู้เขียนได้เป็นผู้ประเมินงาน โครงการของสถาบันใหญ่ ซึ่งมีสถาบันย่อยอยู่มากกว่า 10 แห่ง และอยู่ในสังกัดมหาวิทยาลัยมีชื่อของประเทศไทย เป็นที่น่าชื่นใจที่กฎเกณฑ์ในการประเมิน คือ

1. Relevance หมายถึง งานที่ออกจากสถาบัน สามารถนำมาใช้ นำมาประยุกต์ เพื่อตอบปัญหาสาธารณสุข การเกษตร อุตสาหกรรม ฯลฯ ของประเทศได้

2. Excellence ผลงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสอน ต้องสามารถได้ผลิตผล คือ ลูกศิษย์ที่มีคุณภาพใช้งานได้จริง หรือมีผลงานที่ทัดเทียมทางด้านการวิจัยในแขนงต่างๆ ทัดเทียมกับสถาบันมาตรฐานระดับโลก

3. Recognition ผลงานทั้งปวงส่งผลให้มีสถาบันและประเทศไทย เป็นที่จับตา อึ้งทึ่ง เป็นที่ยอมรับทั้งในและนอกประเทศได้ ทั้งนี้ โดยไม่ได้คำนึงถึงจำนวนผลงานที่ตีพิมพ์ว่าจะมีกี่ชิ้น หลายโครงการดำเนินมาเป็นเวลาหลาย 10 ปี จบลงตรงที่พิมพ์กระดาษในวารสารไม่สามารถนำมาใช้ต่อยอดได้ อาจจะอยู่ตรงต้นน้ำหรือกลางน้ำ แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์หรือพัฒนาให้ถึงปลายน้ำ นำมาใช้จริงได้
 
หลักในการประเมินคงจะเข้ากับปรัชญาที่กล่าวตอนต้น และควรเป็นหลักประจำใจของการวิจัยในประเทศไทยทั้งหมด ที่เห็นได้ชัดๆ คือ  ประเทศไทยขณะนี้มีน้ำท่วมมหาศาล เกือบ 20 จังหวัด ถัดมาอีก 3 เดือน ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติแห้งแล้งขาดน้ำ การวิจัยเรื่องเช่นนี้ต้องมีการร่วมมือกันหลายหน่วยงาน ทั้งการคาดการณ์ล่วงหน้าจากประวัติที่ผ่านมา และความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ภูมิประเทศ  ภาวะที่เกิดขึ้นจากมนุษย์เองต่อธรรมชาติ การตัดถนน แม้กระทั่งสภาพเดิมของน้ำที่ไหลผ่านประเทศต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ การทำสัญญาตกลงกับประเทศต้นน้ำ ทางผ่านของน้ำ การเลือกพิเคราะห์พื้นที่ในการจัดกักเก็บน้ำ และพัฒนาวิธีเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งตลอดกาล ให้เป็นพื้นที่เขียวชอุ่ม โดยไม่เสี่ยงต่อน้ำท่วม จุดด้อยของประเทศไทย คือ การขาดความร่วมมือซึ่งกันและกันตามคติ "ข้าแน่...มาคนเดียว" กฎเกณฑ์ในการประเมินผลงาน ความดีความชอบการขึ้นโบนัสเงินเดือน ก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลให้แต่ละหน่วย งาน องค์กร เก็บงำข้อมูลที่ได้ไม่แบ่งให้หน่วยงานใช้ร่วมกันในลักษณะบูรณาการ
 
ในทางสาธารณสุขอาจพบเห็นได้ในกรณีของโรคของสัตว์และมนุษย์ ซึ่งมีการแพร่เชื้อข้ามจากสัตว์อมโรคเก็บกักโรค โดยที่ตัวสัตว์เองไม่มีอาการหรือมีอาการไม่มาก และแพร่สู่มนุษย์  ในอันดับต่อไปก็จะแพร่ในมนุษย์ด้วยกันเอง การวางแผนในขั้นตอนเหล่านี้ มีตั้งแต่ประเมินคาดการณ์ (Predict) ว่าสัตว์ต่างๆ หรือแม้กระทั่ง แมลง เห็บ ริ้น ยุง มีการ "อมโรค" มีเชื้อต่างๆ มากน้อยเท่าใดและอยู่ในพื้นที่ใด มีแนวโน้มในการเพิ่มจำนวน และกลายพันธุ์ที่มีความรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ และเมื่อมีโรคเกิดทั้งในคนและสัตว์ต้องสามารถระบุเชื้อ ชื่อ ชนิด ความไวต่อยาฆ่าเชื้อได้ทันท่วงที (Identify) และตามด้วยการตอบโต้ (Respond)
 
การปะทุของโรคอย่างฉับไว กันไม่ให้มีการกระจายของโรคในวงกว้าง และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ การส่งเสริมให้ชุมชนประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจในการป้องกันตนเองในสุขศึกษามูลฐานต่อโรคที่ติดต่อ ทางการไอ จาม ทางอากาศ ทางน้ำดื่ม อาหารการกิน หลับตานึกถึงภาพได้แล้วนะครับว่า 2 ตัวอย่างข้างต้นของภัยพิบัติน้ำมาก-น้ำแห้ง กับโรคติดต่อสัตว์ แมลง สู่คน จะต้องมีการวิจัย และต้องร่วมมือระหว่างหน่วยงานองค์กรขนาดไหน นอกจากนั้น ฐานข้อมูลที่มีทั้งประเทศจะสามารถบอกได้ว่าในจังหวัด อำเภอหนึ่งมีประชากรที่มีอายุต่างๆ กันกี่คน ซึ่งในแต่ละช่วงอายุจะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือต่อการเกิดโรครุนแรงถึงแก่ชีวิตต่างๆ กัน ในแต่ละโรค ดังนั้น จะทำให้สามารถเตรียมความพร้อมสำหรับรับมือกับภัยพิบัติล่วงหน้าได้ อีกทั้งการที่ทราบว่าเชื้อนั้นๆ มีความสามารถในการแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปยังคนอื่นๆ ได้มากน้อยเท่าใด จะทำให้สามารถตระเตรียมเตียงสำหรับผู้ป่วยที่มีระดับความรุนแรงต่างๆ กันได้ รวมทั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตในไอซียู และบุคลากรทางแพทย์และสาธารณสุข ที่สำคัญอีกประการ คือ การที่รู้ถึงวิธีการแพร่กระจายติดเชื้อของโรค จะทำให้วางแผนการควบคุมการระบาดของโรค ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นติดต่อทาง การกินอาหาร-น้ำดื่ม ติดต่อทางละอองฝอยไอ-จาม ติดต่อทางการหายใจ เป็นต้น
 
การวิจัยที่เกิดขึ้นในหน่วยงานและมหาวิทยาลัยขณะนี้ ไม่ตอบโจทย์ของประเทศ วิจัยเพื่อให้ได้ผลงานกระดาษ ปริญญา โดยมิได้ดูคุณค่าของงาน และคุณภาพของคนที่ผลิตว่าใช้งานได้จริงหรือไม่ นิสิตปริญญาตรี โท เอก มากมายขณะนี้อ่านภาษาอังกฤษหรือแม้แต่ภาษาไทยเองไม่แตกฉาน การที่จะหวังให้หาความรู้จากฐานข้อมูล จากอินเทอร์เน็ต หมดหวังครับ หนำซ้ำมีการให้เขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษ....ฝันครับ นิสิตต้องจบให้ได้  ทางเดียว คือ คัดลอก ตัดแปะ (cut and paste) จากวารสาร ซึ่งผิดหลักเกณฑ์และถือเป็นความผิดเป็นโทษ (Plagiarism) แต่เราไม่ได้มองให้ถ่องแท้ถึงปัญหาว่าแท้จริงแล้ว กระบวนการเรียนการสอนผิดพลาดตั้งแต่อนุบาล เมื่อเข้าชั้นอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยจะให้กลายเป็นยอดมนุษย์คงเป็นไปไม่ได้
 
ถึงเวลาหรือยังครับที่ต้องมีทิศทางของระบบการศึกษา วิจัยของประเทศไม่บ้าปริญญากระดาษ เน้นฝีมือความรู้ผลงานที่ซับน้ำตาได้ ประเทศจะได้ยืนบนลำแข้งตนเองได้ ต้องยอมรับความจริงว่า แท้จริงเราอ่อนด้อย ล้มลุกคลุกคลาน รับซื้อเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ จีน อินเดีย มาทั้งดุ้น ยาที่ใช้ขณะนี้ที่ว่าผลิตเอง แท้จริงเป็นแค่ปั๊มเม็ดยาบรรจุหีบห่อ ประทับตราเท่านั้น วัตถุดิบสำเร็จของยามาจากต่างประเทศทั้งสิ้น ยอมรับเถอะครับว่าเราอ่อน เราเดินผิดทาง เริ่มภาคใหม่ของการวิจัย การศึกษาของไทย จับมือกันในระหว่างต่างองค์กร สถาบัน อาจจะไม่สาย..

ศ.น.พ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
http://bit.ly/lDtedC

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เคยผ่าคลอดแล้วขอลองคลอดเอง ทบทวน VBAC อีกซักครั้ง

ได้รับคำถามมาจากภูเก็ตว่าคนไข้ที่เคยผ่าตัดคลอดครรภ์แรก ครรภ์นี้ขอลองคลอดเองตามธรรมชาติ ทั้งคนไข้และสามีเป็นแพทย์ทั่วไป แจ้งให้ทราบว่าศึกษามาดีแล้วว่าสามารถคลองเองได้ มดลูกไม่แตกแน่นอน คุณหมอสูติที่รับฝากก็อึดอัดเลยสอบถามมาว่าควรทำอย่างไรดี


ผมได้ชี้แจงไปว่าประเด็นของ VBAC ไม่ได้อยู่ที่แผลของมดลูกว่าจะทนต่อการคลอดได้ไหม มีการยืนยันมานานมากๆแล้วว่าแผลผ่าคลอดแบบแนวขวาง (low transverse incision) มีโอกาสแตกระหว่างการเจ็บครรภ์น้อยมากๆๆ คนไข้ที่ราชวิถีหลายคนก็ผ่านการทำ VBAC แบบจำยอม เพราะสภาพการจราจรในกรุงเทพทำให้มาผ่าคลอดไม่ทัน แต่ก็สามารถคลอดได้ทั้งแท๊กซี่ ท้ายรถกระบะ หน้าห้องคลอด ด้วยความปลอดภัย แผลเก่าที่มดลูกทนต่อการเจ็บท้องและเบ่งคลอดได้ดีมาก ไม่มีการฉีกขาด  ปริ แตก จากการคลอดฉุกเฉิน


ดังนั้นปัญหาของการลองคลอดในผู้ป่วยลักษณะนี้ คือ การเฝ้าระวังระหว่างการเจ็บครรภ์ว่ามดลูกกำลังจะแตกหรือไม่ และ ถ้าพบว่ามดลูกกำลังจะแตก สามารถการให้การรักษา เพื่อช่วยชีวิตทั้งแม่และลูกได้ทันท่วงทีหรือไม่ ในทางปฎิบัติ สถานพยาบาลที่จะให้บริการลักษณะ VBAC นี้ จะต้องมีมาตรฐานการดูแลระหว่างการคลอดทีดี (เมืองไทยใน รพ รัฐ ยังไม่เคยเห็น ที่ราชวิถีเองก็ต่ำกว่ามาตรฐาน) และต้องมีความพร้อมที่จะช่วยชีวิตแม่ ลูก กรณี่ที่มดลูกไกล้จะแตกหรือแตกระหว่าการคลอดทุกระยะ ซึ่งประกอบด้วย บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดูแลฉุกเฉิน เช่น สูติแพทย์ วิสัญญีแพทย์ กุมารแพทย์ พยาบาล ตลอดจนห้องผ่าตัดที่พร้อมจะทำการผ่าตัดช่วยชีวิตแม่ ลูก ได้ทันที


ประเด็นนี้ผมใช้อธิบายให้คนไข้ที่ต้องการลองคลอดเอง ทราบถึงเหตุผลที่หมอต้องปฎิเสธ การให้ลองคลอดเอง ข้อจำกัดไม่ได้อยู่ที่สภาพมดลูกคนไข้ แต่อยู่ที่สภาพแวดล้อมที่หมอไม่สามารถควบคุมได้เลย การระดมทีมงานให้พร้อมในเวลาสั้นๆเป็นไปได้ยากมากโดยเฉพาะใน รพ รัฐ อีกทั้งห้องผ่าตัดอาจจะไม่ว่างเพราะมีคนไข้ที่โดนยิง โดนแทง กำลังผ่ากันอยู่ กรณีนี้มีโอกาสเกิดได้มากใน รพ รัฐ เช่นกัน โดยเฉพาะนอกเวลาราชการ เกิดโชคไม่ดีมดลูกแตกขึ้นมาระหว่างการคลอด อาจจะแก้ไขให้ไม่ได้ทันท่วงที


ก็เป็นข้อมูลอีกด้านที่แนะนำให้คนไข้และสามีให้พิจารณา


(ภาพจาก http://www.aurorahealthcare.org/yourhealth/healthgate/getcontent.asp?URLhealthgate=%2214798.html%22)