วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2558

การป้องกันการตกเลือดหลังคลอด โดย Uterine packing หัตถการในอดีต (ที่ยังได้ในปัจจุบัน)

การตกเลือดหลังทารกคลอดยังเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของมารดาในประเทศกำลังพัฒนา สาเหตุที่สำคัญคือการฉีกขาดของเส้นเลือดบริเวณรอยต่อระหว่างรกและมดลูก (uteroplacental circulation) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะมีการแลกเปลี่ยนอาหาร อากาศ ของเสียระหว่างแม่และลูกในครรภ์ บริเวณสำคัญนี้จะมีเลือดมาเลี้ยงประมาณ 5-600 ซีซี ต่อนาที (สตรีตั้งครรภ์ครบกำหนด น้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม จะมีปริมาณเลือดทั้งหมดประมาณ 5500 ซีซี)

โดยปกติ ทันทีที่รกแยกตัวออกจากมดลูกทั้งหมดแล้ว กล้ามเนื้อมดลูกจะมีการหดรัดตัวทันที ทำให้หยุดการเสียเลือดได้ แต่บางครั้งกลไกห้ามเลือดนี้ผิดปกติ เช่น รกลอกตัวบางส่วน กล้ามเนื้อมดลูกไม่มีแรงหดรัดตัว (uterine atony) จากการคลอดที่เนิ่นนาน การติดเชื้อที่มดลูก แม้กระทั่งการตกเลือดเองก็อาจจะส่งผลทำให้กล้ามเนื้อมดลูกไม่มีแรงหดรัดตัว (secondary uterine atony)

การรักษาการตกเลือดหลังคลอดจึงต้องให้ยาที่จะทำให้กล้ามเนื้อมดลูกหดรัดตัวเต็มที่ และการทำหัตถการที่จะลดการเสียเลือดมีหลายวิธี มีหลักการที่คล้ายๆกัน คือ การเพิ่มแรงกด (pressure) ต่อหลอดเลือดที่มีการฉีกขาด ระหว่างที่รอให้มดลูกหดรัดตัวเต็มที่หรือการตอบสนองต่อยาไม่ดี วิธีที่ใช้ในปัจจุบัน เช่น การใช้บอลลูนชนิดต่างๆใส่เข้าไปโพรงมดลูก การใช้มือทั้งสองข้างกดผนังมดลูกด้านหน้าและด้านหลังเข้ามาติดกัน (bimanual compression) ซึ่งน่าจะประยุกต์ต่อมา เป็นวิธี่ที่เย็บผนังมดลูกมาติดกัน (uterine compression sutures) ในอดีต เคยมีการใช้ผ้าอัดเข้าไปในโพรงมดลูกตามภาพ ซึ่งถ้าคนไข้คลอดเองอาจจะต้องใช้เครื่องมือที่จะช่วยให้ใส่ผ้าเข้าไปได้เต็มแน่นโพรงมดลูก

ผมยังคงใช้หัตถการชนิดนี้อยู่และได้ผลดีมากในการป้องกันการตกเลือดหลังคลอด ในรายที่ผ่าตัดคลอดเมื่อเด็กคลอดแล้ว ผมจะล้วงรกต่อทันที หลังจากรกคลอดแล้วถ้าพบว่ามดลูกไม่หดรัดตัวดี หรือในรายที่มีความเสี่ยงจะตกเลือด เช่น ครรภ์แฝด เด็กตัวโตมาก มดลูกมีเนื้องอก ผมจะใช้ swab ชื้นอัดเข้าไปในโพรงมดลูกตามภาพ  ในบางรายโดยเฉพาะครรภ์แฝดอาจจะต้องใช้ถึงสองผืน พร้อมๆกับให้ยากระตุ้นให้มดลูกบีบตัวตามขั้นตอน ระหว่างนี้ก็ดูการหดรัดตัวของมดลูกเป็นระยะๆ จนเมื่อมดลูกแข็งตัวเต็มที่จึงดึงเอาผ้าที่อัดไว้ออก หัตถการนี้ยังมีประโยชน์กรณีที่มีการฉีกขาดของ lower uterine segment จากรกเกาะต่ำ จะทำให้การเย็บซ่อมทำได้ง่ายขึ้น เพราะไม่มีเลือดจากโพรงมดลูกไหลมาบริเวณด้านล่าง

กลไกที่สำคัญไม่ต่างจากการใช้ swab กดบริเวณเส้นเลือดที่มีการฉีกขาดระหว่างการผ่าตัด แต่พื้นที่ผิวที่มีการฉีกขาดระหว่างตัวรกกับมดลูกมีขนาดใหญ่ พื้นที่รวมกันประมาณ 280 ตารางเซนติเมตร จึงต้องใช้ swab มาช่วย อีกกลไกหนึ่งน่าจะที่ทำให้ยาที่ให้มดลูกหดรัดตัวดีขึ้นอยู่ในมดลูกได้นานขึ้นไม่ไหลออกไปพร้อมกับเลือดที่ออกมา

สรุป
ภาวะตกเลือดหลังคลอดเป็นภาวะที่มีการเสียเลือดมากและรุนแรง เป็นอันตรายต่อมารดา การปรับวิธีการเป็นเชิงรุกคือให้การป้องกัน จะลดความรุนแรงได้ดีกว่าการตามรักษาหลังจากที่มีการตกเลือดแล้ว ซึ่งมักจะมีความล่าช้า เนื่องจากการประเมินปริมาณเลือดที่เสียไม่แม่นยำ

ขอเสนอมุมมองส่วนตัว
1. เราเลือกวิธีที่ทำให้ประชาชนไม่ต้องรับภาระได้ไหมครับ ยุคราชการบริหารชาติเราได้เห็นการละเลงภาษีหลายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะจัดซื้อ จัดสัมมนา ส่งทายาทไปเรียนหลักสูตรต่างๆเพื่อความมั่นคงของconnection ใครจะมาใช้รถไฟความเร็วปานกลาง ทางด่วน รถไฟฟ้าใยแมงมุม ถ้าลูกค้าป่วยทั้งประเทศ
2. ถ้าจำเป็นต้องทำ ชาวบ้านต้องมาร่วมจ่ายก็ขอให้เป็น stratification ตามฐานภาษี ไม่ใช่เอาง่ายๆแบบราชการ คิดรวดหน้ากระดานเสมอหน้ากันหมด
3. สิ่งที่ต้องทำจริงๆแล้วผมมองที่สิทธิราชการไม่ใช่สามสิบบาทครับ เงินกองนี้มีโอกาสวิบัติล้มละลายสูงมากกว่าเยอะ เสนอว่าข้าราชการที่จะเข้ามาใหม่ต้องเริ่มจำกัดสิทธิการเลี้ยงดูทั้งตระกูลแล้วครับ ชาติไม่มีทางแบกรับภาระได้อย่างที่เคยทำกันมา
งานหลังนี่ท่านต้องชนหนักกว่างานแรกครับ